ถอดบทเรียนเทศกาลไทยในต่างแดน เมื่อการไหลเวียนของข่าวสารสวนทางกับเป้าหมาย Soft Power

ประเด็นความคุ้มค่าของเงินภาษีในการผลักดัน Soft Power กลายเป็นอีกคำถามสำคัญเมื่อเกิดการเปรียบเทียบระหว่างมาตรการเชิงกลยุทธการกระจายข่าวสารในงานเทศกาลไทย (Thai Festival) แต่ละเมือง โดยเฉพาะข้อแตกต่างระหว่างงานที่โตเกียว โซล ไทเป ฮานอย โอซาก้า และที่อื่นๆ ที่กำลังจะจัดขึ้นในอนาคต ซึ่งส่งผลต่อการสร้างกระแสไวรัลในโลกออนไลน์

เราจะมาวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาการสื่อสาร และเพิ่มความคุ้มค่าในการงบประมาณรัฐอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดกัน
ถอดบทเรียนเทศกาลไทยในต่างแดน เมื่อการไหลของข่าวสารจากสื่อสวนทางกับเป้าหมาย Soft Power
การผลักดัน Soft Power ของรัฐบาลไทยผ่านการจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ในเมืองสำคัญๆทั่วโลก มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม ดนตรี อาหาร และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้เกิดกระแสความนิยมในระดับสากล อย่างไรก็ตาม รูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่ข่าว ทิศทางการไหลของข่าวสารที่แตกต่างกัน กำลังนำมาซึ่งคำถามจากสื่อ  ภาคประชาชน และกลุ่มแฟนคลับ หากนำไปเทียบกับกลไกการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรม K-pop ในตลาดโลก

ความต่างของยุทธศาสตร์กระแสเกาหลี กระแสญี่ปุ่น และกระแสไทย

โมเดลเปิดพื้นที่: 

กระแสไทยในต่างแดน มีการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ทั้งสื่อมวลชนท้องถิ่น สื่อไทย และแฟนคลับ สามารถบันทึกภาพและวิดีโอการแสดงหน้าเวทีได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดคอนเทนต์กระจายเต็มแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น X (Twitter), TikTok และ Instagram เกิดเป็นกระแสออร์แกนิกไวรัล (Organic Viral) ที่ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่ม ฐานผู้ชมและผู้รับรู้ข่าวสารยังจำกัดในกลุ่มเฉพาะ อาทิ คนรักซีรีย์วายไทย และแฟนคลับศิลปินไทย สื่อผ่านสังคมออนไลน์เป็นหลัก เติบโตคู่ขนานไปกลุ่ม "ฟุโจชิ" (หญิงสาวผู้หลงใหลในซีรีย์และมังกะวาย)

กระแสเกาหลีในต่างแดน มีการบริหารเชิงกลยุทธ์ รุกชุมชนออนไลน์ อาทิ กลุ่มองค์กรภาคเอกชนที่ดันตัวเป็นคนกลาง นำพาเอาศิลปินเคป็อป นักแสดงทุกค่าย พร้อมขายคอนเทนต์ทั้งเพลง หนัง ซีรีย์ในตลาดซื้อขายสำคัญๆ ของโลก อาทิ FILMART (ฮ่องกง) , ACFM (ปูซาน), TIFFCOM (โตเกียว) พร้อมกับปลุกปั่นกระแสเกาหลีให้ปังไม่ตก ด้วยการปั้นศิลปินหน้าใหม่ และคอลแลบให้ทุนสร้างกับกลุ่มทุนขยายฐานแฟนคลับในประเทศคู่ค้า เป็น "พาร์ทเนอร์" ร่วมสร้างตลาดใหม่ไปด้วยกัน ทำตลาดทั้ง On Line และ Off Line เต็มรูปแบบ จนเกิดเป็น J-pop และ C-pop สายพันธุ์ใหม่ที่ปลุกปั้นและเดบิวต์โดยค่ายเกาหลี เป็นพันธมิตรกับทุกกลุ่ม KOL ในพื้นที่นั้นๆ 

ต่อยอดกระแสเดิม แตกไลน์ สร้างความต่อเนื่อง ขยายฐานคนดูตลอดทั้งปี ไม่ทิ้งช่วง หรือดูห่างหายนานจนเกินไป จัดงาน KCON ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยยึดให้ญี่ปุ่นเป็นนครหลวงศูนย์กลางเคป็อปโลก รูปแบบขายตั๋วราคาถูก ผลักดันให้เป็นงานของคนรักเค-ป็อปและกระแสเกาหลีที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถวัดผลสำเร็จได้ชัดเจนจากยอดจำหน่ายตั๋ว ในปี 2026 มีผู้ร่วมงานสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มากกว่า 100,000 คน 

กระแสญี่ปุ่นในต่างแดน มีการบริหารแบบระมัดระวัง เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยภาคเอกชนโดยตรง จึงเน้นไปที่ผลตอบแทนทางการค้าเป็นหลัก เน้นตลาด offline ที่เห็นผลเชิงประจักษ์ เช่น ยอดขายตั๋ว สินค้าที่ระลึก และผลตอบรับที่เป็นรูปธรรมตรวจสอบได้ มากกว่าการนำเสนอเพื่อสร้างกระแสออนไลน์ที่ตีค่าเป็นตัวเงินได้ยาก  ทำให้การนำเสนอภาพศิลปินและผลงานของศิลปินญี่ปุ่นอาจมีข้อจำกัด ดำเนินการภายใต้การควบคุมโดยค่ายศิลปินเอง หรือผู้ผลิตก่อนนำเสนออย่างเข้มงวด สื่อท้องถิ่นมักเป็นสื่อหลักขนาดใหญ่ หรือสื่อออนไลน์ขนาดกลางของญี่ปุ่น ยึดโมเดลการกระจายข่าว ช่องทางการนำเสนอ และกลุ่มสื่อหลักเดิม ทำให้กระแสญี่ปุ่นมักไหลวนอยู่ในสื่อกระแสหลักเพียงไม่กี่กลุ่ม 

ปัจจุบัน ภาครัฐบาลญี่ปุ่นได้ตระหนัก รับรู้ว่าอุตสาหกรรมบันเทิงญี่ปุ่นไม่ขยายไปตลาดต่างประเทศมานานหลายปีตั้งแต่ปี 2000 เนื่องจากหลายค่ายของญี่ปุ่นยังมองว่าการเปิดตัวในตลาดที่ตนไม่รู้จักและไม่ชำนาญนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงทางธุรกิจ ต้องเผชิญกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้เลือกยึดเอาโมเดลที่ปลอดภัยที่สุด เห็นจำนวนเงินลงทุนกับผลลัพภ์รายได้ที่ชัดเจนที่สุด อย่างการขายตั๋วชมคอนเสิร์ต/ชมแฟนมีตติ้ง/ชมหนังในโรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งฉายเฉพาะในประเทศ และจำหน่ายสินค้าที่ระลึกในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่เกาหลีใต้เลือกจับตลาดออนไลน์ สร้างฐานแฟนเพลงไปทั่วโลกทางสื่อโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2000 เมื่อญี่ปุ่นค่อยๆ หันหลังให้ตลาดโลก ตามเทรนด์ไม่ทัน เปิดทางให้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีที่เพิ่งเกิดใหม่ได้เข้ามาแทนที่อย่างเต็มรูปแบบ

ตั้งแต่ปี 2025 หน่วยงานภาครัฐบาลของญี่ปุ่นเริ่มผลักดันให้ผู้ประกอบการดนตรีของญี่ปุ่นขยายตัว ออกไปหาคู่ค้าใหม่ๆ ในตลาดโลก อาทิ เป็นเจ้าภาพจัดงานประกาศรางวัล Music Awards Japan โดยหน่วยงานระดับประเทศอย่าง METI, กระทรวงวัฒนธรรม และ JETRO มุ่งผลักดันให้กระแสญี่ปุ่น สายดนตรีกลับมาบูมและเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลก

โมเดลปิดกั้น: องค์กรต่างๆ จากต่างประเทศที่มาเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่น อาจเลือกใช้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นของญี่ปุ่น หรือแม้แต่ตัวองค์กรเองอาจเลือกใช้มาตรการเข้มงวดตามรูปแบบการจำกัดสิทธิ์แบบเอเจนซี่ PR หรือค่ายบันเทิงของญี่ปุ่น โดยเน้นการพึ่งพาเฉพาะสื่ออย่างเป็นทางการ (Official Media) ส่งผลให้การกระจายข่าวสารจำกัดอยู่ในวงแคบ กำแพงภาษา ขาดพลังจากกลุ่มแฟนคลับที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก (Fandom Driven) จนทำให้งานดูเงียบสนิทในโลกออนไลน์ และหากศิลปินยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แทบจะไม่เกิดกระแสใดๆ หลังจบงานเลย

ทำไมการจำกัดการนำเสนอของสื่อสามารถลดทอนมูลค่า Soft Power?

1. ขัดต่อธรรมชาติของเศรษฐกิจแฟนคลับ (Fandom Economy): พลังที่ทรงคุณค่าที่สุดของ T-Pop หรือศิลปินไทยคือ "พลังการแชร์" ของแฟนคลับ เมื่อตัดโอกาสการนำเสนอภาพอย่างทั่วถึง เท่ากับเป็นการตัดพลังกดแชร์ที่จะช่วยสร้างกระแสในต่างประเทศ

ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ดิจิทัล: งบประมาณจัดงานจากภาษีประชาชนควรสร้างผลลัพธ์เป็น Earned Media (สื่อที่ได้มาฟรีจากกระแสบอกต่อ) เพื่อให้ได้มูลค่าสูงสุด การพึ่งพาเฉพาะสื่อออฟฟิเชียล จะทำให้ได้ยอดการเข้าถึง (Reach) ที่ต่ำกว่าความจริงหลายเท่า และไม่เกิดกระแสใดๆ 

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล: ประชาชนผู้เสียภาษีในประเทศไทย รวมถึงแฟนคลับที่คอยสนับสนุนศิลปิน กลับไม่มีโอกาสได้เห็นภาพตัวศิลปินและบรรยากาศการแสดงที่ชัดเจนหรือทั่วถึง ซึ่งขัดต่อหลักการกระจายความสุข และการคืนกำไรสู่สังคม

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อปรับปรุงและพัฒนา Soft Power ไทย
เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินในการจัดงานเทศกาลเกี่ยวกับไทยในต่างประเทศเกิดความคุ้มค่าสูงสุด และสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) ได้อย่างแท้จริง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ (สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่) ลองพิจารณาปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ อาทิ 

1. กำหนดข้อตกลงพื้นที่สื่อแบบ "Open & Managed Policy" ในสัญญาจ้าง

ระบุเงื่อนไขใน TOR: การจัดจ้างออแกไนเซอร์หรือการดึงตัวศิลปินด้วยงบประมาณรัฐ จะต้องระบุเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า "นี่คืองานเผยแพร่วัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ที่ใช้เงินภาษีประชาชนคนไทย" ค่ายต้นสังกัดและผู้จัดงานท้องถิ่นต้องยอมรับกฎการเปิดเผยภาพการแสดง

จัดสรรพื้นที่ชัดเจน: แทนที่จะห้ามถ่ายภาพทั้งหมด ต้องเปลี่ยนเป็นการจัดพื้นที่ใหม่ เช่น ต้องมี Press zone หรือ Fan zone หน้าเวทีที่เปิดรับลงทะเบียนล่วงหน้า ทั้งสื่อมวลชน และตัวแทนแฟนคลับ ให้สามารถเก็บภาพได้อย่างมีระเบียบและปลอดภัย

เพื่อให้ภาพสามารถสื่อถึงตัวงาน ดูสวยงามและเป็นระเบียบ อาจมีแบ็คดร็อป หรือจุดถ่ายภาพที่เห็นชื่องานชัดเจน

2. ปรับตัวให้เข้ากับกฎท้องถิ่นโดยไม่ทำลายกระแสออนไลน์

เจรจาข้อยกเว้นกับผู้จัดท้องถิ่น: แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎการถ่ายภาพที่เข้มงวดสุดๆ แต่หน่วยงานไทยในฐานะเจ้าภาพจัดงาน (Host) มีอำนาจในการเจรจาต่อรองเพื่อกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการจัดงานกลางแจ้ง (Outdoor Festival) ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เพื่อประโยชน์สาธารณะ และการใช้ภาษีให้เกิดความคุ้มค่าสูงที่สุด คืนไปยังประชาชนคนไทยในประเทศ รวมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยได้ชื่นชม ได้เห็นถึงความสำเร็จของกระแสไทย และวัฒนธรรมไทยในต่างแดน

สิทธิ์การถ่ายภาพแบบมีเงื่อนไข: อาจกำหนดให้สามารถถ่ายภาพนิ่งได้ตลอดการแสดง หรืออนุญาตให้ถ่ายคลิปวิดีโอสั้น (Short video) ความยาวไม่เกิน 1 นาทีต่อ 1 เพลง เพื่อนำไปลงใน TikTok หรือ Reels ซึ่งสามารถช่วยสร้างกระแสไวรัลได้ดีกว่าการไม่มีจุดนำเสนอข่าว หรือจำกัดการนำเสนอ หรือ การไม่อนุญาต เท่ากับปิดกั้นการนำเสนอไปยัง "ผู้ชมที่ไม่สามารถร่วมงานนั้นๆ ได้ แต่แท้จริงแล้ว เขา คือ คู่ค้าตัวจริงที่กำลังติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ รวบรวมข้อมูล ก่อนตัดสินใจ" ผู้จัดสามารถวางแผนกลยุทธ์ใช้สื่อทางเลือกเพื่อเป็นเครื่องมือนำทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและคู่ค้าทั่วโลก (แม้ไม่ได้มาชมงาน แต่ก็สามารถรับรู้ข้อมูลได้ทั้งหมด ผ่านสื่อนอกกระแสหลัก)

3. ยกระดับการกระจายคอนเทนต์ของสื่อออฟฟิเชียล (Official Distribution)

ถ้าจำเป็นต้องปิด ต้องส่งต่อให้ไว: ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์อย่างรุนแรง ทีมสื่อออฟฟิเชียลของงานจะต้องทำงานแบบเรียลไทม์ โดยทำการแจกจ่ายภาพถ่ายความละเอียดสูง และคลิปไฮไลต์การแสดงให้สื่อภายนอกและแฟนคลับนำไปใช้ต่อได้ทันทีภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังการแสดงจบลง หรืองานสิ้นสุดลง

ระบบคลังภาพส่วนกลาง (Media Drive): จัดทำลิงก์กลางที่เปิดสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปดาวน์โหลดคอนเทนต์คุณภาพสูง ไปช่วยกันกระจายข่าวและติดแฮชแท็กสร้างกระแส

ปัจจุบัน ทั้งงานอีเว้นท์ สินค้าและบริการเกี่ยวกับไทยจากประเทศไทยยังไม่มีเจ้าภาพที่เป็นสื่อกลางในฐานะคลังข่าว หรือ Information Feeder (ศูนย์กลางข่าวประชาสัมพันธ์) ที่ซื่อตรงไปยังตลาดสื่อ การรับรู้ข่าวสารในต่างแดนจึงกระจัดกระจาย ตามแต่อินฟูเอนเซอร์ (ประเทศนั้นๆ) เพื่อนที่เป็นแฟนคลับ หรือบุญกรรมชักนำให้ได้เห็นข่าวนั้นแบบบังเอิญ เพื่อลบข้อจำกัด ควรจัดทำระบบคลังภาพส่วนกลางในเว็บไซต์ เพื่อให้สื่อต่างๆ และ KOL จากทั่วโลกเข้ามาดาวโหลดและกระจายข่าวสารได้ทันท่วงที

4. เปลี่ยนวิธีวัดผลสัมฤทธิ์ (KPI) ของการจัดงาน

• เลิกวัดแค่จำนวนผู้ร่วมงานในพื้นที่: การประเมินความสำเร็จของงาน Soft Power ไม่ควรดูแค่ยอดผู้เข้าร่วมงานในสถานที่จริง (Physical Attendance) เท่านั้น

• เน้นยอด Digital Engagement: ดึงตัวชี้วัดด้านจำนวนการพูดถึง (Mentions), อัตราการเข้าถึง (Reach), ยอดวิวบนโซเชียลมีเดีย และมูลค่าสื่อที่ได้รับ (Earned Media Value: EMV) มาเป็นตัวตัดสินความคุ้มค่าของงบประมาณ หากงานไหนสื่อเงียบสนิทในโลกออนไลน์ ให้ถือว่าการประเมินผลสอบตกในแง่การกระจาย Soft Power

บทสรุป: หัวใจสำคัญของ Soft Power คือการทำเรื่องเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นเรื่องกระแสหลัก และการจะไปสู่จุดนั้นได้ จำเป็นต้องพึ่งพา "การสื่อสารที่ไร้พรมแดน" รัฐบาลและผู้จัดงานต้องตระหนักว่าเงินภาษีของประชาชนควรถูกใช้เพื่อเปิดประตูให้วัฒนธรรมไทยโบยบินไปได้ไกลที่สุด ไม่ใช่การสร้างกำแพงล้อมรั้วเพื่อเก็บดูข่าวนั้นอยู่เพียงแค่ในพื้นที่จัดงานเท่านั้น


หากนำโมเดลการจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ไปเปรียบเทียบกับ KCON ซึ่งเป็นงานเทศกาลวัฒนธรรมและดนตรีเกาหลี (ฮันริว) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริหารงานโดยบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ CJ ENM ของเกาหลีใต้ เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในแง่ของ "วิธีคิดเชิงกลยุทธ์" และ "การบริหารจัดการพื้นที่สื่อ" เพื่อสร้างกระแสไวรัลในตลาดโลก

งานเทศกาลต่างๆ จากไทยในต่างแดนจะมองสื่อและแฟนคลับเป็นเพียง "ผู้เข้าชมงาน" (Spectators) ที่ต้องปฏิบัติตามกฎ แต่งานจากฝั่งเกาหลีจะมองสื่อทุกรูปแบบ และแฟนคลับเป็น "ผู้ร่วมสร้างคอนเทนต์" (Co-creators) และเป็นสื่อเคลื่อนที่ที่ทรงพลังที่สุด

เจาะลึก 3 กลยุทธ์ของ KCON ที่ไทยควรนำมาถอดบทเรียน

1. เปลี่ยน "แฟนคลับ" ให้เป็น "กระบอกเสียงหลัก" (Fandom as Amplifiers)

เกาหลีใต้รู้ดีว่าไม่มีงบประมาณโฆษณาไหนจะทรงพลังเท่า "พลังการแชร์ของแฟนคลับและสื่อออนไลน์" อีกแล้ว

ในงาน KCON วิดีโอสั้น อย่าง TikTok หรือ Reels  และภาพถ่ายมุมสวยๆ นับหมื่นคอนเทนต์ถูกอัปโหลดขึ้นโซเชียลมีเดียพร้อมแฮชแท็กงาน ส่งผลให้ KCON ติดเทรนด์โลก (Global Trend) ทุกครั้งที่จัด โดยที่ผู้จัดไม่ต้องเสียเงินจ้างสื่อมาประชาสัมพันธ์เลย

2. นโยบาย "ยอมผ่อนปรนกฎท้องถิ่น" เพื่อเป้าหมายระดับโลก

เมื่อ KCON ไปจัดงานในประเทศที่มีกฎระเบียบเรื่องลิขสิทธิ์และการถ่ายภาพเข้มงวดสุดๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าเกาหลีใต้ไม่ได้ยอมจำนนต่อกฎท้องถิ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาใช้วิธี "เจรจาเชิงพาณิชย์และวัฒนธรรม"

ผู้จัดเกาหลีจะทำความตกลงกับค่ายศิลปิน และพาร์ทเนอร์ฝั่งญี่ปุ่นล่วงหน้า ว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ "สร้างกระแสไวรัล" (Viral Zone) และพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ "เชิงพาณิชย์" (Commercial Zone)

พวกเขาจะยอมให้ถ่ายภาพในกิจกรรมกลางแจ้งหรือการแสดงคอนเสิร์ตรอบพิเศษ เพื่อชิงพื้นที่ข่าวในโลกออนไลน์ แข่งกับอุตสาหกรรมบันเทิงท้องถิ่นของญี่ปุ่นกันแบบดุเดือด

3. การทำ Digital Multi-Platform ซ่อมแซมจุดบอดออฟไลน์

หากมีโซนการแสดงไหนที่จำเป็นต้องจำกัดการถ่ายภาพจริงๆ KCON จะปิดจุดบอดนั้นด้วย "ระบบดิจิทัลอย่างเป็นทางการที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว"

KCON มีระบบสมาชิก (Membership) และการสตรีมสดผ่าน YouTube และช่องเคเบิ้ล Mnet เพื่อให้แฟนคลับทั่วโลก (รวมถึงคนที่ไม่ได้ไปงาน) สามารถซื้อตั๋วออนไลน์ราคาประหยัดรับชมได้แบบ Real time ที่ไหนก็ได้บนโลก

ภายในไม่กี่นาทีหลังการแสดงจบลง ช่อง Official จะปล่อยคลิปไฮไลต์ความละเอียดสูงออกมาทันที เพื่อให้แฟนๆ นำไปตัดต่อ ทำรีแอคชั่นคลิป และแชร์ต่อในคอมมูนิตี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้กระแสเงียบหายไป วัดผลจากยอด Media Reach และยอดขายระดับโลก

หากประเทศไทยเลือกใช้โมเดลการเปิดตัวในต่างแดนแบบจำกัดการไหลข่าวสาร และตัวศิลปินเข้าถึงยาก" อาจขัดกับ "กระแสไทย" ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของนักแสดงซีรีย์วายและ T-pop จนเกิดช่องว่างระหว่างตัวผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเพียงการจัดงานอีเวนต์ของภาครัฐเพื่อส่งรายงานผู้บริหารเท่านั้น แต่จะ "สอบตก" ในการสร้าง Soft Power ระดับสากลทันที

ไทยควรเรียนรู้จาก KCON ว่า หัวใจของ Soft Power ไม่ใช่การควบคุมคอนเทนต์ให้อยู่ในมือผู้จัด แต่คือการ "ปล่อยให้คอนเทนต์หลุดมือไปอยู่ในมือของแฟนคลับทั่วโลก" เพื่อให้พวกเขาช่วยกันผลักดันให้ศิลปินไทย และวัฒนธรรมไทยเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

อย่าลืมกดติดตาม เราจะพาไปเจาะลึกยุทธศาสตร์วงการเคป็อปจากค่ายต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ทำไมพวกเขาสามารถสร้างกระแส จนกลายเป็นปรากฏการณ์โลกเทียบชั้นศิลปินในบ้านได้อย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งเดบิวต์กัน

ทีม INSTYLEASIA 

©2025 inStyle Asia All Rights Reserved.
Designed by Creatopia Space