Asia's legendary star Akihiro Miwa passed away at 91

Today (June 28, 2026), it was officially reported that Akihiro Miwa (美輪明宏) passed away at the age of 91 on June 20, 2026, leaving behind an unmatched legend as a singer, actor and Japan’s first openly LGBTQ+ cultural icon.

Born in Nagasaki in 1935, Miwa survived the atomic bombing at just 10 years old. Moving to Tokyo as a teenager, Miwa shattered conservative societal norms by introducing a gender-fluid aesthetic to the entertainment industry many decades before drag culture entered the global mainstream.

Blessed with breathtaking looks that earned him the title "The Handsome Boy Since the Time of Emperor Jimmu" (神武以来の美少年),  he redefined postwar glamour with avant-garde fashion and a powerful vocal, skyrocketing to meteoric stardom with his 1957 hit "Me Que Me Que".

In 1950s, Miwa rose to fame by performing French chansons at Ginpari (銀巴里), a chic cabaret cafe in Tokyo's Ginza district. A renowned Japanese director and novelist Yukio Mishima met and adapted the Edogawa Ranpo mystery novel's "Black Lizard" (Kurotokage/ 黒蜥蜴 ) specifically for Miwa to star in on stage. He even declared Miwa as "The beauty of the heavenly world". This play was subsequently turned into a 1968 cult film directed by Kinji Fukasaku and broke box office records.

In 1965, Miwa released "Yoitomake no Uta" (The Song of the Yoitomake/ ヨイトマケの唄 ), a self-penned folk song dedicated to the daily struggles of Japan's working-class laborers. Whether fearlessly coming out as a homosexual during a highly conservative era or delivering sharp political monologues between songs on television, Miwa transformed the painful into a form of courageous resistance.

Studio Ghibli's Hayao Miyazaki chose Miwa to voice for the wolf-god Moro in Princess Mononoke and the Witch of the Waste in Howl's Moving Castle, including Pokémon in  Pokémon: Arceus and the Jewel of Life.

Miwa’s cultural footprint is so profoundly woven into the fabric of Japanese society. Setting a photo of Miwa as a smartphone wallpaper is widely believed to attract instant financial luck and general good fortune many years. Tokyo eventually recognized this extraordinary life by awarding Miwa an "Honorary Citizenship of Tokyo" title, celebrating a vision that beautifully transcended the boundaries of gender during the tough era.

In their later years, even while navigating health challenges following a stroke in 2019, Akihiro Miwa remained a radiant beacon of wisdom. Serving as a symbolic sanctuary and life coach for countless souls across the media landscape, Miwa consistently offered a blend of tenderness and insight. 

Before drawing their final breath at their Tokyo home, Miwa looked at their loved ones, uttered a gentle "Arigato (thank you)" and peacefully closed the eyes. Following their passing, the agency shared a handwritten message Miwa wrote while she is alive:

"There is no weapon that can help us survive in this vast world better than words filled with love... The key to solving all problems in this world is 'love.' Because if humanity has love, war will never happen."

Akihiro Miwa's funeral was held privately for close relatives, as per Miwa's wishes. The coffin was surrounded by yellow roses, a colour representing Miwa's bright and radiant life forever.

Miwa's wish was to eliminate all discrimination and prejudice from this world and realize a society where everyone can live peacefully, brightly and happily.

Even though Akihiro Miwa's body has left this world, the story, the courage and the works Miwa left behind will forever be inscribed as ...  a "precious gem" and a pioneering legend of equality that will never fade from the hearts of the Japanese people and people around the world.

Akihiro Miwa (91)
May 15, 1935 - June 20,2026

Reporter: INSTYLEASIA 

ปิดม่านตำนาน “ความงามเหนือกาลเวลา” อาลัย อากิฮิโระ มิวะ ศิลปินผู้ทลายกำแพงทางเพศคนแรกของญี่ปุ่น
วงการบันเทิงญี่ปุ่นหลั่งน้ำตาให้กับการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อมีรายงานข่าวอย่างเป็นทางการว่า อากิฮิโร มิวะ (Akihiro Miwa หรือ 美輪明宏) ศิลปินระดับปรมาจารย์ผู้เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง นักเขียน และผู้กล้าทำลายขนบแบบเก่าๆ ในฐานะ drag queen คนแรกๆ ของญี่ปุ่น ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบด้วยโรคชราในวัย 91 ปี เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ปิดฉากการเดินทางอันยาวนานแปดทศวรรษของมนุษย์ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อกรอบเกณฑ์ใดๆ ในสังคม
จากเด็กชายผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู สู่ “หนุ่มรูปงามดั่งพระเจ้าสร้าง”
อากิฮิโระ มิวะ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 1935 ที่เมืองนางาซากิ ชีวิตในวัยเยาว์ของเขาต้องผ่านความบอบช้ำจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูถล่มนางาซากิในปี 1945 ด้วยวัยเพียง 10 ขวบ ความโหดร้ายของสงครามในครั้งนั้นกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ มิวะ อุทิศตนเพื่อขับเคลื่อนความสันติและต่อต้านสงครามมาตลอดชีวิต
เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น มิวะมุ่งหน้าสู่โตเกียว เดินตามความฝันสู่วงการดนตรี เขาเริ่มต้นอาชีพนักร้องตั้งแต่อายุ 16 ที่ "กินปาริ" (Ginpari, 銀巴里) คาเฟ่แนวแชนซัน (Chanson) ชื่อดังในย่านกินซ่า โตเกียว สถานที่จัดแสดงดนตรีสดที่เปิดเพลงสไตล์ฝรั่งเศส (Chanson) โดยคาเฟ่ประเภทนี้เคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของสังคมชั้นสูงในโตเกียวช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ด้วยรูปลักษณ์ของ มิวะ ที่งดงามราวกับภาพวาดสะกดทุกสายตา ผสมผสานกับชุดแฟชั่นที่ดูล้ำยุค และเสียงร้องอันเปี่ยมพลัง ส่งผลให้ มิวะ ได้รับฉายาจากสังคมในยุคนั้นว่า "เด็กหนุ่มผู้เลอโฉมนับแต่ยุคจักรพรรดิจิมมุ" (神武以来の美少年)※ และโด่งดังเป็นพลุแตกจากเพลงฮิตอย่าง "Me Que Me Que" ในปี 1957
※ เป็นสำนวนเปรียบเปรยของญี่ปุ่น มีความหมายว่า "เด็กหนุ่มรูปงามที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น" คือ ตั้งแต่ยุคจักรพรรดิจิมมุ ปฐมจักรพรรดิผู้ก่อตั้งประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นมา ไม่มีใครหล่อเหลาเทียบเท่าเขาอีกแล้ว เป็นคำยกย่องที่ใช้เปรียบเปรยแบบเกินจริงเพื่อเน้นย้ำถึงความหล่อเหลาที่หาได้ยากยิ่ง
ไอคอน LGBTQ+ ผู้ประกาศตนอย่างอาจหาญในยุคสังคมเกย์ถูกเหยียดหยาม
สิ่งที่ทำให้ อากิฮิโระ มิวะ กลายเป็นมากกว่าแค่ดาราหรือนักร้อง คือความกล้าหาญในการเปิดเผยตัวตนว่าเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ และเป็นเกย์ที่เปิดตัวคนแรกๆ ในหน้าประวัติศาสตร์บันเทิงญี่ปุ่น ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ซึ่งเป็นยุคที่สังคมญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในค่านิยมแบบอนุรักษนิยมอย่างเข้มข้น เต็มไปด้วยการตีตรา มิวะยอมรับความเสี่ยงที่จะถูกเหยียดหยาม และเลือกที่จะยืนหยัดในตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง นำเสนอสุนทรียศาสตร์ที่ก้าวข้ามเพศสภาพ ผ่านการแต่งกายแบบหญิงสาวที่ดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และผมสีเหลืองนีออนสว่างไสวที่เป็นภาพจำของคนทั้งประเทศ กลายเป็นดั่งแสงประทีปและกระบอกเสียงสำคัญที่มอบความหวังให้แก่ชนกลุ่มน้อย และผู้คนที่รู้สึกแปลกแยกในสังคมญี่ปุ่นเรื่อยมา
ขับขานจิตวิญญาณผ่านเสียงเพลงและการแสดง
มิวะ สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลงด้วยบทเพลงอมตะล้านความรู้สึกอย่าง "Yoitomake no Uta" (ヨイトマケの唄) ในปี 1965 เป็นบทเพลงสะท้อนชีวิตชนชั้นแรงงานและความรักอันยิ่งใหญ่ของคนเป็นแม่ที่ตรากตรำทำงานหนัก ซึ่งกลายเป็นเพลงที่สั่นสะเทือนหัวใจคนญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัย ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นสู่เวทีขาวแดง (Kohaku Uta Gassen) ทางสถานีโทรทัศน์ NHK ในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ในฐานะนักแสดง มิวะ ยังได้รับเสียงชื่นชมอย่างสูงจากบทบาทการแสดงแนวดราม่าสุดเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่อง Black Lizard หรือ Kurotokage (黒蜥蜴) เขียนบทโดย ยูกิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima) ผู้กำกับ นักแสดง นักการเมือง และนักเขียนระดับตำนานผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและผู้หลงใหลในความงามอันไร้ขีดจำกัดของมิวะ ผลักดันให้ มิวะ เป็นนักแสดงนำ ได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฐานะนักแสดงแถวหน้า กวาดรายได้แบบถล่มทลายในปี 1968 รวมถึงความสามารถในการพากย์เสียงอันทรงพลังที่ทั่วโลกรู้จักกันดีในภาพยนตร์อนิเมชั่นของ สตูดิโอจิบลิ อย่าง บท “โมโร” (เทพหมาป่า) ใน เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Princess Mononoke) และบท “แม่มดแห่งทุ่งร้าง” ใน ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ (Howl's Moving Castle) รวมทั้งบท โปเกม่อน ใน "โปเกมอน มูฟวี่ ตอน อาร์เซอุส สู่ชัยชนะแห่งห้วงจักรวาล" หรือ Pokémon: Arceus and the Jewel of Life ในชื่อภาษาอังกฤษ
เกียรติยศแห่งเมืองหลวง: รางวัลพลเมืองกิตติมศักดิ์โตเกียว (2018)
ความสำเร็จของ อากิฮิโระ มิวะ ไม่เพียงแต่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อสังคม ในปี 2018 ทางสภาเทศบาลมหานครโตเกียวได้มอบรางวัล "พลเมืองกิตติมศักดิ์แห่งกรุงโตเกียว" (Tokyo Metropolitan Honorary Citizen) ให้แก่เธอ เพื่อยกย่องในฐานะบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ ขับเคลื่อนวัฒนธรรม และอุทิศตนเพื่อสังคมมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่พลเมืองคนหนึ่งจะได้รับจากเมืองหลวงแห่งนี้
"เทพแห่งโชคลาภเดินดิน" และตำนานวอลเปเปอร์มือถือนำโชค
นอกเหนือจากบทบาทความเป็นศิลปินชั้นครูแล้ว มิวะยังมีสถานะเป็น "เทพแห่งโชคลาภ" ในหมู่คนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น เกิดปรากฏการณ์ความเชื่อและเรื่องโจษจันกันในโลกออนไลน์นานกว่า 20 ปีว่า "หากใครตั้งรูปภาพของ อากิฮิโระ มิวะ เป็นภาพวอลเปเปอร์หน้าจอมือถือ จะมีโชคและสมปรารถนา"
ความเชื่อนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหมู่วัยรุ่นและคนทำงาน โดยมีการแบ่งสีรูปภาพเพื่อเสริมโชคในแต่ละด้าน อาทิ
• รูปมิวะผมสีทองหรือชุดสีทอง: สำหรับผู้ที่ต้องการเรียกทรัพย์ เงินทองไหลมาเทมา และโชคลาภทางการเงิน
• รูปมิวะในชุดกิโมโนสีชมพู: สำหรับผู้ที่ต้องการสมหวังในความรักและการพบเจอคู่ครองที่ดี
• รูปมิวะในลุคสีน้ำเงินหรือแต่งกายย้อนยุค: สำหรับผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและการเรียน
ไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ดังไกลไปถึงไต้หวันเลยทีเดียว ถึงขนาดกระทรวงการเงินของไต้หวันแนะนำให้ประชาชนพกเครื่องรางรูป "อากิฮิโระ มิวะ" เพื่อเป็นเคล็ดลับเสริมดวงให้ถูกรางวัลล็อตเตอรี่ และเผยแพร่ข้อความทางเฟซบุ๊คหลักของกระทรวงการเงินว่า "โปรดเชื่อมั่นในมนต์เสน่ห์ของอากิฮิโระ มิวะอย่างสุดหัวใจ มันจะนำพาโชคดีมาให้คุณ" โดยเลือกใช้ภาพ "มิวะ" ในชุดสีเหลืองที่สื่อถึง "เงินทองไหลมาเทมา" เมื่อปี 2022
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว อากิฮิโระ มิวะ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาราที่ดูสูงเกินเอื้อมหรือดูห่างไกล แต่เธอเปรียบเสมือน "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตา" คอยมอบพลังบวกและเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่ผู้คนในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นตำนานของชาวญี่ปุ่นบนโลกอินเทอร์เน็ตที่น่ารักและไม่มีใครเหมือน
ถ้อยคำสุดท้ายถึงโลกใบนี้: "อาวุธเดียวที่จะเอาชนะโลกนี้ได้ คือคำว่ารัก"
ในช่วงบั้นปลายชีวิต แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลังล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองในปี 2019 มิวะ ยังคงทำหน้าที่เป็น "ที่พึ่งทางใจ" และผู้ให้คำปรึกษาชีวิตแก่ผู้คนผ่านสื่อต่างๆ ด้วยความเมตตา ทว่าเฉียบคมเสมอ
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง ณ บ้านพักในโตเกียว มิวะได้เอ่ยคำว่า "ขอบคุณ" แก่คนใกล้ชิดก่อนจะหลับตาลงอย่างสงบ ทางต้นสังกัดได้เผยข้อความลายมือที่มิวะทิ้งไว้ให้แก่โลกใบนี้ เขียนขึ้นในขณะยังมีชีวิต ระบุว่า:
"ไม่มีอาวุธใดที่จะช่วยให้เราเอาชีวิตรอดในโลกกว้างใบนี้ได้ดีไปกว่าถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความรัก... กุญแจสำคัญที่จะไขทุกปัญหาบนโลกใบนี้คือ 'ความรัก' เพราะหากมนุษยชาติมีรัก สงครามจะไม่มีวันเกิดขึ้น"
พิธีศพของอากิฮิโระ มิวะ จัดขึ้นเป็นการภายในเฉพาะญาติสนิทตามความประสงค์ของมิวะเอง โลงศพประดับประดาด้วยดอกกุหลาบสีเหลือง สีที่เป็นตัวแทนแห่งชีวิตอันสว่างไสวและเจิดจรัสของมิวะตลอดไป
แม้ร่างของ มิวะ จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เรื่องราว ความกล้าหาญ และผลงานที่ทิ้งไว้ จะยังคงถูกจารึกไว้ในฐานะ “อัญมณีอันล้ำค่า” และตำนานผู้บุกเบิกความเท่าเทียมในสังคมที่ไม่มีวันดับสูญไปจากหัวใจของชาวญี่ปุ่นและผู้คนทั่วโลก

อากิฮิโระ มิวะ
(15 พฤษภาคม 2478 - 20 มิถุนายน 2569)

รายงาน: INSTYLEASIA 
©2026 INSTYLEASIA All Rights Reserved.
Designed by Creatopia Space