At the recent Short shorts Film Festival & Asia Awards Ceremony, the cast of "So Far Away, So Close" (彼方の声) truly stole the spotlight. The film which was produced by Tokyo Metropolitan Government, explores a beautiful concept:
"What if you could talk to a lost loved one one last time?"
In the film, the lead character Naoto (played by Kohei Shoji) uses AI technology to bring back his late girlfriend, Mio (played by Yura Anno) and stays within 24 hours.
Shoji is known for the roles in superhero series and BL drama, brings deep emotional weight to the screen. Just like a cell phone battery, everything have "expiring date". We hope the film remind viewers to appreciate everyday moments they have with the people they love today.
Directed by Tekkou Nogami , the short film seamlessly blends Tokyo's modern landscape with human feelings. It's a must-watch for any fan of sci-fi and emotional drama!
"So Far Away, So Close" หนังไซไฟ-ดราม่าเรียกน้ำตา ชวนสะท้อนคุณค่าของ "เวลา" และ "คนข้างๆ"
สร้างความประทับใจและเรียกเสียงฮือฮาอย่างล้นหลามในงานประกาศรางวัล Short Shorts Film Festival & Asia ที่ผ่านมา สำหรับ So Far Away, So Close หนังสั้นเรื่องเยี่ยมที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น (ผู้ว่าฯ มหานครโตเกียว) หยิบยกคำถามที่กินใจคนทั่วโลกมาตีความใหม่
"หากคุณมีโอกาสได้พูดคุยกับคนรักที่จากไปเป็นครั้งสุดท้าย... คุณจะบอกอะไรกับเขา?"
พล็อตสุดซึ้ง: เมื่อเทคโนโลยีคืนชีพคนรักได้แค่ 24 ชั่วโมง
เรื่องราวโฟกัสไปที่ นาโอโตะ (นำแสดงโดยโคเฮ โชจิ) ชายหนุ่มที่ตัดสินใจใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงปลุกชีพ มิโอ (นำแสดงโดย ยูระ อันโนะ) แฟนสาวผู้ล่วงลับให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทว่าปาฏิหาริย์นี้มีเวลาจำกัดเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น!
งานนี้พระเอกหนุ่ม โคเฮ โชจิ ซึ่งเป็นที่คุ้นตาของแฟนๆ จากซีรีย์ คาเมนไรเดอร์ และซีรีส์วายญี่ปุ่น ได้พิสูจน์ฝีมือทางการแสดงด้วยการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งและดำดิ่งสุดๆ สื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งบนโลกล้วนมี "วันหมดอายุ" ไม่ต่างอะไรกับแบตเตอรี่สมาร์ตโฟนที่ค่อยๆ ลดลงจนเหลือ "ศูนย์"
ผลงานการกำกับของ เทคโค โนงามิ เรื่องนี้ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการผสมผสานความทันสมัยของนครโตเกียวกับห้วงอารมณ์ความรู้สึกอันอ่อนไหวของมนุษย์ เตือนให้เราหันกลับมามองเห็นคุณค่าของช่วงเวลาธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน และดูแลคนที่เราในตอนที่ยังมีชีวิต
Images/text: INSTYLEASIA






